Aragorn's profileHappy GondorPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    November 21

    ไปเหนือมาล่ะ..ตัวเอง..

    แล้วก็ได้ระเห็จไปเหนือ ตั้งแต่วันที่ 15/11/49 ตอนบ่าย..ไปถึงยอดดอยตอนเที่ยงคืนกว่า...อากาศหนาวมาพร้อมลมโชย..ฟ้ากระจ่างใสมาก..ดาวมากมายสุดคณานับ..ที่สำคัญเหมือนเราอยู่ใกล้ดาว..เหมือนจะเอามือไปเอื้อมคว้าดาวได้...แต่ก็ปล่อยไว้บนฟ้านั่นแหละ เอาลงมาก็ไม่มีค่าเป็นดาวอีกต่อไป...(เอาเข้าไป)
     
    เกิดมาก็เพิ่งเคยเปิด heater นอนนี่แหละ..แถมไฟยังดับอีก..หนาวงั่กๆเลย..ตื่นเช้ามาเลยรู้ว่าไฟดับบ่อย...แล้วพี่หัวหน้าคณะ เค้าต้องลงไปสับคัทเอาท์ตอนตีสี่..น้องคนนึงแซวพี่อีกคนว่าตอนไฟดับพี่คนนี้อาบนําอยู่..ร้องโหยหวนเลย..ฮา..
     
    วันที่ 16/11/49 ตื่นเช้ามารีบอาบนํากินข้าว..ปฏิบัติภารกิจแรกแล้วก็ลงดอย..ระหว่างทางก็แวะไหว้พระเจดีย์ก่อน แล้วก็ลงไปในเมือง..ตอนเย็นก็ไปนอนบ้านเพื่อนของพี่หัวหน้าคณะอยู่แถบทางไปกฤษดาดอย..อากาศเย็นแต่ไม่หนาว..สบายจริงๆ...บ้านหลังใหญ่โต..สวยมากครับ..
     
    วันที่ 17/11/49 เช้ามาดันตื่นสาย..ตั้งนาฬิกาผิด..กรรม...แล้วจะต้องไปเชียงรายทำภารกิจถัดมาให้เสร็จก่อนเที่ยงด้วย...เฮ้อ..ถึงเชียงราย 11 โมงกว่าแต่ก็ทำงานจนเสร็จ..ไปเช็คอินที่โรงแรมแล้วก็ไปแม่สาย...มื้อเย็นกินอาหารเมืองที่ สลุงคำ อาหย่อย...
     
    วันที่ 18/11/49 กลับบ้านวันนี้...เช้านี้ตื่นมาสบายๆไม่รีบ..แวะวัดร่องขุ่น..ที่ทำให้ขุ่นใจได้ทุกครั้ง...แล้วก็ถึงบ้านสี่ทุ่ม...มาพร้อมกับฝนเลยนะเรา...
     
    ปีใหม่ลุยเชียงรายอีกรอบ แล้วจะมาเล่าให้ฟัง...
     
    November 15

    ซื้อหนังสือ แถมกาแฟ กะ คุ้กกี้

    เมื่อวาน (14/11/49) ลงไปหาอาหารกลางวันเนื่องจากตั้งใจว่าอาทิตย์นี้จะถือมังสวิรัติ ก่อนและระหว่างเดินทางไปเหนือ เพื่อความสะอาดของร่างกายและจิตใจ
     
    ก็เลยลงไปซื้อ Garden Salad ที่ Au Bon Pain ก็เห็นเค้ามีโฆษณาขายหนังสือ Time ฉบับ 60 years Asian hero (ประมาณนี้) ขายในราคา 139 บาท (ก็ราคาบนปกนั่นแหละ) แต่ทีนี้เค้าแถม กาแฟธรรมดาๆถ้วยเล็กแต่เต็มๆ 1 ถ้วย คุ้กกี้ 1 ชิ้น..มีออะไรจำไม่ได้ กะ โอ๊ตมีล..ก็เลือกคุ้กกี้ โอ๊ตมีลเลย ของโปรดสุดๆ..
     
    เมื่อวานก็เลยกินสลัด แล้วก็ตบท้ายด้วย กาแฟกับ คุ้กกี้ โอ๊ตมีล (ของโปรด) เลยไม่รู้ว่าซื้อคุ้กกี้ แถม กาแฟ กะ หนังสือ หรือ ซื้อหนังสือ แถม กาแฟ กะ คุ้กกี้
     
    หนังสือนี้มีพระเจ้าอยู่หัว อยู่ในส่วน Inspiration แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเขียน แหม่งๆพิกล..เอาเป็นว่า..ม่ายอาว..ม่ายพูดดีกว่า นอกจากนี้ก็เพิ่งรู้ว่า Freddie Mercury นักร้องนำวง Queen แท้จริงเป็นคนอินเดีย..มีชื่อแขกด้วย..และอื่นๆอีกมากมาย..อ้อ..น้อง ทาทา ไม่มีรายชื่อ เท่าที่จำได้ ก็มี ลีกาชิง ลีกวนยิว ติช นัท ฮัน ดาไลลามะ และอื่นๆอีกมากมาย...
     
    จบการรายงาน
     
    อารากอร์น รายงาน
    อารากอร์น ไม่ถ่ายภาพ
    November 14

    Motorola L6

    เนื่องด้วยนิสัยส่วนตัวบางวัน..เดือนสองเดือนจะเกิดปรากฎการณ์ลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านหนึ่งวันเสมอ เป็นเพราะตื่นสาย..รีบเพราะมีนัดเช้า..หรือ อื่นๆอีกมากมายแต่เอาเหอะ..ลืมก็ลืม..ก่อนๆก็ต้องใช้โทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานแต่โทรเข้ามือถือเครื่องอื่นมันช่างซับซ้อนนัก อย่ากระนั้นเลยใช้ Pin Phone 108 ดีกว่าแต่ก็นั่นแหละ...ขั้นตอนซับซ้อนเหลือเกินแถม คนรับเห็นเบอร์แปลกๆ..พาลจะไม่รับซะอีก เออแน่ะ กรรมของคนลืมมือถือ...
     
    ความคิดก็เลยมาตรงกับคำพังเพยว่า..ขี่ช้างจับตั๊กแตน...เริ่มต้นที่ขอให้น้าอูฐช่วยหาเบอร์ซิมเปิ้ลให้หน่อย (เติม 90 บาท ใช้ได้ 365 วัน) น้าอูฐก็ใจดียกให้ฟรีๆ..(ขอให้มีฟามสุขกะน้อง... ตลอดไปด้วยเถิด เจ้าประคู้นนนน) แล้วก็เริ่มมองหาโทรศัพท์สำรอง...ตอนแรกกะเอาโนเกีย ประมาณ สามพันกว่าๆ..แต่ก็นั่นแหละโนเกีย..มีโน่นขาดนี่...มีนี่ขาดโน่น...เลยมาตั้งเกณฑ์กันว่า
     
    1. ไม่เกิน 5,000 บาท
    2. มี bluetooth
    3. มีกล้องถ่ายรูป
    4. หน่วยความจำไม่เลวร้าย (ไม่น้อยเกินไป)
     
    แค่ข้อ 1 กะข้อ 2 ก็ บ๊ายบายโนเกียได้แล้ว..เล็งไปเล็งมา เท่าที่จำได้ก็มี LG กะ Moto ที่เข้าข่าย..แต่ไม่ชอบ LG ทั้งที่หน่วยความจำ 30 MB แล้ว 4,900 เอง เข้าข่าย สี่ข้อเป๊ะ...แต่ไม่ชอบ!  เฮ้อใจคนนี่ช่างยากจะเข้าใจ..ชอบมากัดก้อนเกลือกินกะ motorola หวยมาออกที่ L6 บาง 1.09 cm. หน่วยความจำ 11.5 MB ถ่ายรูป และวีดีโอได้ มีซูม 4X ราคาที่เช็คจากหนังสือ และ internet คือ 4,990 ก็ให้ มดแดง V1 ไปซื้อ..โดยกำชับว่าให้ซื้อกะศูนย์หรือร้านใหญ่ ห้ามซื้อจากตู้เด็ดขาด...แล้วตอนบ่ายก็ได้มาเชยชมด้วยราคา 4,700 บาทพร้อมใบกำกับภาษี
     
    ทุกอย่างเป็นไปได้ดังใจหวังยกเว้น BT ที่ pair กะ 8800 ไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรมันยัง คุยกับไอ้อ้วน (6600) ได้...เดี๋ยวรออัพเกรด 8800 แล้วค่อยมาคุยกันอีกที ตอนนี้ก็เลยเอา L6 มาทิ้งไว้ที่ทำงาน เป็นเครื่องสำรอง ที่บ้านบอกทำไมไม่ซื้อสี ชมพู (L6 Pink) ก็บอกว่า L6 Black นี่ก็สวยดีมีชาติตระกูลแล้ว
     
     
     
     
    June 16

    สิ่งดีๆ..ที่เป็นมงคล

    วันนี้ก็ผ่านพระราชพิธีที่เป็นมงคลสูงสุดแก่ประเทศไปแล้ว...พระราชอาคันตุกะก็ทยอยเสด็จกลับไป..แต่ภาพแห่งความประทับใจยังคงอยู่ในใจของคนไทยเกือบทุกคน...ชื่นชมในพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว..เห็นเหล่าราชวงศ์ต่างๆของโลกให้เกียรติอย่าสูงสุดแก่พระเจ้าอยู่หัวของเรา และประเทศไทยรวมถึงประชาชนไทยทุกคนด้วย.....
     
    ต้องเล่าให้ฟังนิดนึง..ผมได้รับเกียรตินับเป็นน้อง เป็นเพื่อน ของคุณหมอผู้อาวุโสท่านนึง...ท่านเกษียณมา 6-7 ปีแล้วอายุน้อยกว่าคุณพ่อผมประมาณ 3-4 ปี.เราพบหน้ากันเสมอใน concert เพลงคลาสสิค ไม่ว่าจะที่ศูนย์วัฒนธรรม หรือ วังพญาไท...แต่เพิ่งมาทำความรู้จักกันเดือนที่แล้วนี่เอง..วันที่ 9 ช่วงถ่ายทอดสดผมก็นังดูถ่ายทอดผ่านอินเตอร์เน็ตที่โต๊ะทำงาน..คุณหมอก็ดูที่บ้านแต่เราก็ต่อสายคุยกันตั้งแต่ สิบโมง..ถึงสิบเอ็ดโมงกว่า พอดีผมต้องออกไปข้างนอก..ระหว่างคุยกันไปดูถ่ายทอดกันไป..ท่านได้กรุณาให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธีมากมาย..และที่เป็นที่ขบขันของเราสองคนคือ คืนวันที่ 8 เราไปดู Ballet ปรากฎว่าเราก็ใส่เสื้อเหลือง พร้อมเสื้อนอกไปเหมือนกัน..แถมยังเป็นของปีที่ทรงมีพระชนามยุ 72 พรรษา เหมือนกัน..เราก็ยืนหัวเราะกัน..เพราะว่าวันรุ่งขึ้นเราจะใส่เสื้อมีตราสัญลักษณ์ครองราช 60 ปีนั่นแหละครับ...
     
    คุณหมออีกท่านที่อดพูดถึงไม่ได้..ท่านเป็นผู้ครําหวอดในวงการเพลง classic มานาน..และท่านก็เกษียณจากราชการนแล้วเช่นกัน ท่านและภรรยาท่านให้ความกรุณาผมและครอบครัวเช่นเดียวกับคุณหมอท่านแรก..เมื่อวันที่ 14 ที่ไปฟัง concert งาน le fete'2006 ก็ได้มีโอกาสคุยกับท่าน..ปรากฏว่าท่านได้เล่าว่าท่านและภรรยาก็ได้ไปรอเฝ้าชมพระบารมีที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในวันที่ 9 เช่นกัน..ท่านและภรรยาเล่าด้วยความปลาบปลื้มและภูมิใจมากที่ได้ไปถวายพระพร.."ทรงพระเจริญ"..และท่านยังเล่าด้วยว่า..นําตาไหลอาบแก้มเช่นเดียวกับพี่น้องชาวไทยอีกหลายท่าน...ผมเองก็ได้แต่ปลงในวาสนาตัวเอง..ที่ทำงานดันไม่ปิด...เฮ้อ...
     
    เพลงประกอบ spaces เพลงนี้เป็นเพลงชื่อ Journey - การเดินทางของใจที่เที่ยงแท้...ประพันธ์โดยคุณจำรัส เศวตาภรณ์ อยู่ในชุดนิพพาน...ซึ่งเป็นเพลงที่ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจใช้ประกอบภาพในวันถ่ายทอดสดวันที่ 9 ช่วงที่เสด็จพระราชดำเนินกลับ..
     
    ทรงพระเจริญ...ทรงพระเจริญ...ทรงพระเจริญ
    May 24

    สัพเพเหระ...

    หวัดดีฮับ..หายไปนาน..เบื่อๆ...เลยหยุดเขียนไป ตอนนี้เรื่อยๆแล้วแต่อาการเบื่อยังไม่ค่อยดีขึ้น..ถึงอยากเขียนแต่ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว...เล่าชีวิตเดือนนี้ดีกว่า..
     
    เดือนนี้เดือนเกิด..อายุก็เพิ่งเริ่มต้น..ก่อนวันเกิดก็ไปถวายสังฆทานที่วัดอรุณฯ แล้วให้ท่านอาจารย์รดนํามนตร์ให้..ง่ายๆ..วันเกิดตื่นเช้ามาก็สวดมนตร์แล้วใส่บาตร..แต่วันนี้ต้องไปทำงานที่แหลมฉบัง..กลับมาก็กินข้าวเย็นในครอบครัวนิดหน่อยสนุกดีฮับ..วันที่ 14 ก็ไปฟังเพลงที่วังพญาไท รายการ Mozart 250 yr. Celebration ได้มีโอกาสไปร้อง Happy Biirthday to you ถวายพระพี่นางฯด้วย...วันที่ 20 ไปดู Midsummer night ของ BSO วันที่ 25 นี่จะไปดู Lucern Festival Strings แต่งานนี้ไปคนเดียวฮับ...
     
    เดือนนี้ซื้อเปียนโนมาให้ผบ.จิ๋วเล่น เป็นเปียนโนมือสอง Yamaha รุ่น U3 เป็นแบบ Upright อายุก็ 20 ปีได้แล้ว..จริงๆราคาที่ซื้อนี่ถ้าไปซื้อเปียนโนมือ 1 ของจีนนี่ได้อย่างดีเลย..หรือเพิ่มอีกนิดเดียวก็ได้มือ 1 ของ Kawai แต่เปียนโนหลังนี้ซื้อมาจากผู้ใหญ่ท่านนึง..โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าจะขายหรือเปลี่ยน..ขอให้มาขายคืนในราคาเดิม...และที่หาข้อมูลมา Yamaha U Model จะเป็น Grand Piano ที่เอามาตั้งเป็น Upright โดยเฉพาะรุ่น U3 U5 เป็นรุ่นที่สูงกว่า U1 เนื่องจากเป็นรุ่นที่ได้ความยาวในแนวตั้ง (ความสูงของ Upright นั่นแหละ) เท่ากับความยาวมาตราฐานของ Grand Piano Yamaha นั่นเอง
     
    เดือนหน้าจะไปดู Ballet เรื่อง Cinderella แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะฮับ...กับจะมาเล่าเรื่องเปียนโนให้ฟังอีก..
    February 17

    เมื่อความมืดครอบงำ....

    ผมจำได้ว่าเมื่อเจ็ดแปดปีก่อน ผมอ่านงานวิเคราะห์สังคมไทยของคุณหมอประเวศน์ วสี ท่านพูดถึงช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่นับวันจะห่างขึ้น การเผชิญหน้าระหว่างสังคมเมือง และสังคมชนบท และท่านพูดถึงการนองเลือดอีกครั้งในสังคมไทย.....วันนั้นผมอ่านบทความนี้ด้วยความคิดแบบสังคมวิทยา (ที่ยังพอมีเหลือ) และผมก็คล้อยตามในบางเรื่อง...ยกเว้นการนองเลือด..เพราะผมเชื่อว่ากระบวนการขัดเกลา ทางสังคม(Socialization) ของสังคมไทย ณ ตอนนั้นดีขึ้นมากแล้ว..และมั่นใจว่าในอนาคต เมืองและชนบท (Rural and Urban) จะไม่แตกต่างกันมากนักในกระบวนการทางความคิด การรับรู้ และการยอมรับ.....

     

    ผมว่า ณ วันนี้ผมคิดถูกนิดเดียว...ที่ว่าคนชนบทจะมีความคิด และมุมมองที่ไปพร้อมกับคนเมือง...คือจริงๆมีคนคิดได้แต่ปัญหาคือ จำนวนคนที่คิดได้น้อยเหลือเกิน จะไปว่าใครได้ในเมื่อ พวกเค้ายังต้องปากกัดตีนถีบต้องกินต้องใช้...และที่สำคัญนี่แหละคือเหยื่อ....เพราะอะไรรู้มั๊ยครับ..เพราะถ้ามีคนคนนึงเอาเศษเงินซัก100,000 บาท มาแบ่งเป็นกอง กองละ สองหมื่นห้ากอง โยนกระจายออกไป..คนห้าคนได้รับฟรีๆ..อีกกว่า 40 ล้านคนก็จะชื่นชมแล้วก็หวังว่าตนจะเป็นผู้โชคดีรายต่อไป...แล้วทีนี้ไอ้หน้าโง่ที่ไหนล่ะครับที่จะมาฆ่าห่านที่ไข่ออกมาเป็นทองคำ..จริงมั๊ยครับ...แล้วไอ้ห่านทองคำตัวนี้มันดันเป็นห่านผี...มันสูบเลือดจากคนอีก 80 ล้านคนทุกวันแล้วไข่ออกมาเดือนละฟอง..

     

    แต่มีคนอยู่จำนวนนึงไม่เกิน 10 ล้านคนที่ดันเห็นความไม่ชอบมาพากล แต่ในจำนวนนี้มีแค่ 1 ล้านคนที่กล้าพูดออกมาคุยกับเพื่อน...แต่ที่แย่ไปกว่านั้น มีคนแค่ 2 แสนคนที่คิดว่าต้องทำอะไรแล้วก็ออกมาตะโกนบอกสังคมว่าห่านทองคำนี่เป็นห่านผี...แล้วใน 2 แสนคนนี่มีไม่เกิน 100 คนที่กล้าแสดงตนบนเวที แล้วท่านว่าคนดีๆหรือห่านผีมันจะชนะ..เพราะยังมีคนอีกมากกว่า 40 ล้านคนที่ยังงอมือ งอตีน รอไข่ทองคำจากไอ้ห่านผีตัวนี้...ขืนคนแค่ 2 แสนมาเชือดห่าน..ผมว่าเอาเข้าจริงๆ...คนสองแสนนี่แหละที่จะโดนเชือดแทนห่าน...

     

    ณ วันนี้ วันที่ระบบตรวจสอบทุกอย่างล้มเหลวตีบตัน เป็นสภาวะที่รอวันปะทุขึ้นมา 26 กุมภาฯ ดูจะเป็นวันที่ทุกคนพูดถึงขึ้นมาทันที...คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นกลุ่มแรกๆที่ออกมาเรียกร้องให้ นายกลาออก และก็ได้รับแรงต้านทานอย่างแรงเป็นกลุ่มแรกๆเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่แอบอ้างเป็นตัวแทนสมาคมนิสิตเก่าฯ ที่ได้รับโทรศัพท์เสียงหวานว่า "ช่วยจัดการให้หน่อยนะคะ แล้วจะไม่ลืมพระคุณ เลย" แต่ตัวเค้าเอง ณ ตอนนี้ก็ได้รับแรงตอบโต้จากสังคมอย่างมากเช่นกัน..ผมและเพื่อนอีกจำนวนนึงก็ได้ช่วยกันยื่นจดหมายถึงพวกเหล่านั้นให้ยุติบทบาทของสมาคมในเรื่องนี้เพราะเราเป็นสมาชิก และเราไม่เห็นด้วย..เมื่อคุณไม่ได้ฉันทามติจากสมาชิกก็ไม่ควรออกจดหมายในนามสมาคม....แม้ท่านองคมนตรีลาออกจากที่ปรึกษากิติมศักดิ์ พวกเหล่านี้ยังไปบังอาจคิดแทนท่านว่าท่านต้องการวางตัวเป็นกลาง...ผิดซํ้าผิดซากจริงๆท่านเอ๋ย...จนบัดนี้ยังไม่รู้สำนึกอีก...

     

     

    ที่น่าสนใจคือในรุ่นของผมกลับไม่เป็นเอกภาพในเรื่องนี้..ซึ่งอันนี้ไม่แปลกเพราะนี่คือเวทีทางความคิด..แต่ที่น่าประหลาดใจคือ..ความรู้พื้นฐานที่สุดเลยคือ..การเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย...จุดนี้หลายคนกลับลืมเลือน..เหมือนบางคนกำลังลุ่มหลงใน The Prince ของ แมคเคียววิลี...ผมไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร..แต่ผมในฐานะเสียงส่วนน้อยในรุ่นผมและเพื่อนบางคน ไม่ยอมที่จะยืนอยู่ใต้เงามืดแห่งความหวาดกลัว..หรือ ความร่มรื่นร่มเงาแห่งการไม่รับรู้ต่อโลกภายนอก เราเลือกที่จะออกมายืนกลางแดดแสดงตัวตนของเรา...ถ้าเราเคยเรียกตัวเราว่า สิงห์ดำ วันนี้ผมภูมิใจที่ผมยังเป็นอยู่...แต่เพื่อนๆหลายๆคน..ผมไม่รู้...

     

                     ผู้กล้า

     

    เมื่อความมืดมนอนธการ คืบคลานเข้า

    แสงเทียนวาววับวามลับดับหาย

    เมื่อความขลาดหวาดกลัวครอบงำใจ

    อีกเมื่อใดความกล้าจักหวนคืน

     

    เมื่อฟ้ามืด..คงมืดได้ไม่นานนัก..

    เมื่อลมพัด..จะพัดได้นานแค่ไหน..

    เมื่อเทียนดับ..ดับได้..ให้ดับไป..

    จะมีคนจุดเทียนใหม่มาทดแทน...

     

    เทียนที่ส่องนำธรรมค้ำจุนโลก...

    เทียนที่โยกคลอนอธรรมไม่หน่ายหนี..

    เทียนที่คอยเร่งเร้าคุณความดี..

    เทียนเล่มนี้ขับไล่ความมืดมน

     

    ขอเป็นเทียนเล่มหนึ่งในคืนนี้

    ส่องแสงหรี่นำทางไม่หวั่นไหว

    ขอเพียงเรากล้าก้าวเดินออกไป

    ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่จะเป็นเรา...

     

    (Aragorn ณ สยามประเทศ ประพันธ์ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙)

    (ป้าบุ้งกี๋ ให้ชื่อ "ผู้กล้า"  ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙)

    November 15

    อาหารยอดนิยมของคนไทย

    หลายๆท่านคงจะเคยนึกว่าอาหารยอดนิยม..ฮิตติดปากคนไทยคืออาหารแบบไหนน้อ...บางคนก็ว่าต้มยำกุ้ง...มี จา พนมมาโยกมาปรุงให้แซ่บ...บางคนก็ว่านําพริกปลาทู....บ้างก็ว่าส้มตำไง...เด็กๆก็ว่า..ไข่เจียวร้อนๆต่างหาก.....ฮ่า..ฮ่า..แต่ด้วยความรู้สึกของผมเอง..ผมคิดว่าที่ตอบมาทั้งหมดนั้น..ผิดหมด!!!
     
    หลายท่านอาจเริ่มสงสัยแล้วว่าอาหารยอดนิยมที่ว่าคืออะไร...ถ้าท่านคิดมาถึงคำถามที่ว่านี้..ท่านตอบถูกแล้วครับ...คำตอบคือ....อะไร.... นั่นเอง   ไม่ได้กวนนะบอกก่อน...เคยสังเกตุมั๊ยครับ เวลาเราไปนั่งสั่งอาหารที่ร้านกับเพื่อนเรามักจะถามกันเองเสมอว่า "สั่งอะไรดี..กินอะไรดี"..ร้อยละห้าสิบจะบอกว่า...อะไร..ก็ได้..นั่นไงจานเด็ดของเราออกมาแล้ว..ฮา..ฮา...ซึ่งผมคิดว่าเหตุผลหลักที่เราสั่ง "อะไร"ก็เพราะว่า "อะไรดี" นั่นเอง (ถ้าไม่เข้าใจ..ลองอ่านคำถามที่ ถามกัมกันก่อนสั่งอาหารอีกที)..แน่นอนครับ..เราต้องการของดีแน่นอน..ซึ่งอะไรมันดีอยู่แล้ว 555....แต่พออะไรก็ได้มาเสิรฟถึงโต๊ะแล้ว...ก็มักจะมีความเห็นอออกมาว่า..อะไรอ่ะ..บางทีก็อาหย่อย..บางทีก็ไม่อาหย่อย...อันนี้เรียกว่า Happy Ending หรือ Sad Ending ขึ้นกับบุญกับกรรมของแต่ละท่านแล้ว...
     
    หรือหลายท่านอาจเคยได้ยินเสียงรำพึงจากเพื่อนๆว่า...อยากกิน...อะไร...ก็ไม่รู้..หรือ เราไปหา...อะไร...กินกันดีกว่า..อา..อะไรช่างเป็นอาหารยอดนิยมจริงๆ...
     
    แล้ววันนี้เรากิน..อะไร..กันดีมั๊ยฮับ..
     
    หมายเหตุ...อย่าคิดมากน้า..อะไร..อะไร..ก็ อะไร..อยู่แล้ว..เอ๊ะ..งงวุ้ย..
    November 07

    คำสาป..Nutcracker

    ครอบครัวผมได้ไปชมการแสดง Ballet เรื่อง Nutcracker ที่จัดโดยการบินไทย เพื่อโปรโมทเส้นทางบินใหม่ BKK - Moscow Ballet เรื่องนี้แสดงโดยคณะ Imperial Russian Ballet เรื่อง Nutcracker เรื่องนี้เป็น Ballet ที่ผมชอบมากที่สุด..แต่อนิจจาไม่เคยได้ดูแสดงสดที่ดีเลย...DVD เป็นที่พักใจของผมมาตลอดสำหรับ Ballet เรื่องนี้..เคยดูการแสดงสดในเมืองไทยมาสองครั้ง ครั้งแรกจาก รัสเซีย แสดงดีแต่ฉากไม่ดี...ครั้งที่สองโรงเรียน Ballet ในไทย..เฮ้อ..เสียดายเงินเป็นที่สุด..มาครั้งนี้ด้วยมุ่งหวังว่าคำสาปจะถูกถอน...
     
    คืนวันที่ 4 พ.ย. คณะเราฝ่าสายฝนถึงศูนย์วัฒนธรรมฯ (TCC) หกโมงครึ่ง การแสดงเริ่มสองทุ่ม..ผมเดินเข้า Lobby เป็นคนเกือบสุดท้ายของคณะพร้อมร่มสามคัน..หน้าประตูสาวการบินไทยยืนแจกสูจิบัตรที่หรูเลิศ..ปกทองคาดขาว..สวยจริงๆ..พร้อมผายมือเข้าไปข้างในและบอกว่า "เชิญรับเข็มกลัดด้านในค่ะ" ผมก็เดินไปหาสาวสวยที่นั่งอยู่ที่โต๊ะซึ่งเธอก็ยิ้มต้อนรับพร้อมมอบเข็มกลัดให้แล้วบอกว่า ติดเลยค่ะ..แต่เธอคงจะเห็นว่าผมไม่สะดวกเนื่องจากถือร่มอยู่..เธอก็เลยเดินอออกมาแล้วบอกว่าเดี๋ยวดิฉันติดให้พร้อมกับยิ้มแล้วมองสบตากันปิ๊งปั๊ง..แต่หางตาผมเหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดย่อมสีชมพูมาอยู่ข้างๆด้านขวา..ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ยืนยิ้มอย่างสดใสตาแป๋ว..แล้วหางตาผมก็เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สีฟ้าสด..มาด้านซ้าย..พร้อมกับรอยยิ้มแบบมีชัย..เจ้าเล่ห์นิดๆ..จบกันความฝันมันสั้นนัก..ติดเข็มกลัดเสร็จก็เลยขอบคุณเธอ..แล้วก็เดินไปฝากร่ม...ฝากไว้ก่อนเต๊อะ.สาวๆ...แล้วผมก็ไม่เห็นเธอติดเข็มกลัดให้กับใครอีกเลยอ่ะ...
     
    สองทุ่มเป๊ะ..มีคนดูประมาณ 3 ใน 4 เป็นชาวต่างชาติเข้าไปค่อน...คนไทยคงไม่ชอบ..การแสดงเริ่มตรงเวลา..แต่แล้วคำสาปก็เริ่มงานของมันอย่างมีประสิทธิภาพ..ได้ยินเสียงแกรกกราก..กุกกัก กุกกัก..ดังระงมตั้งแต่สองทุ่ม ถึงสองทุ่มสามสิบห้า..ครับที่เหลือ 1ใน 4 เดินเข้ามาอย่างต่อเนื่อง..แต่ละแถวมีการลุกขึ้นยืนให้คนมาสายเข้านั่ง..และแน่นอน..พวกเค้าเป็นคนไทยซะ 90% ไม่ต้องดูมันแระ...อารมณ์เบรกตลอด..
     
    ที่ซวยที่สุดคือที่นั่งด้านหลังของเราเป็นผู้ลากมากดี..ใส่สูทกันทั้งบ้านคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณหลาน...มาสองทุ่มสามสิบห้า มาถึงปู่ กะ ย่า พากย์ให้หลานตัวน้อยดูเลย..แบบไม่เกรงใจใคร..น่ารัก (ฉิบหาย) เลยครับ..แต่ (กู)เสียค่าบัตรมาไม่ได้มาดูความน่ารัก ความอบอุ่นของ(มึง) คุณนะ...อ้อ..ที่คุยว่าไปเที่ยวรัสเซียกันมาแล้วน่ะ..ฉากนั้นเค้าเรียกว่า Snow Flake นะครับ.ไม่ใช่นางฟ้า..เทวดาบ้าบออะไร.แถมเวลาหลานจะหลับยังปล่อยให้มาเตะเก้าอี้ข้างหน้าอีก..เฮ้อ..มารายาทมันต้องเริ่มจากสันดานข้างในของโคตรเง่าจริงๆ....ตั้งแต่ลูกผมเล็กๆผมจะพามาดู แต่ผมจะไม่คุยกับลูกเลยระหว่างการแสดงนอกจากยิ้มให้..พยักเพยิด สะกิดให้ดู..หรือกอดในบางครั้ง..ถ้าจะคุยก็กระซิบกันเบาๆสั้น..จนลูกผมมีมารยาทในการชมการแสดง ดีพอสมควร..
     
    การแสดงครั้งนี้ก็ไม่ได้ดีอย่างที่หวัง..ฉากหรู อลังการพอสมควร..แต่ศิลปะของ Ballet ผมกลับไม่ประทับใจเลย...ผมเข้าใจว่า Nutcracketr เป็นนิทานพื้นบ้านในยุโรป..แต่ละท้องถิ่นก็จะมีเนื้อเรื่องเปลี่ยนไปในรายละเอียดปลีกย่อย..แต่ครั้งนี้ เค้ารวมบท Sugar Plum Princess เข้ามา กับ Masha (Clara) เจ้าชาย กับ Nutcracker กลายเป็นคนเดียวกัน..เหมือนนักแสดงไม่พอยังงั้น...นักแสดงเด็กมากมาย..ไม่เรียนหนังสือกันรึยังไง.......เหมือนจะขายความน่ารักของเด็ก...ลืมไปที่นี่เป็นโรงเรียน Ballet ด้วย..เด็กพวกนี้คงกิน..นอน..แล้วก็เรียนกับคณะเลย..ฉากงานเลี้ยง Christmas ทำได้ดีกว่า โรงเรียน Ballet ที่ผมสยองขวัญมานิดนึง..ไม่ลงทุนกับ Porp เท่าไหร่..ไม่มีฉากหุ่นกลเต้นรำ....เอาเป็นว่า..คำสาปเรื่องนี้ยังคงวนเวียนอยู่..ไม่รู้จะถูกถอนเมื่อไหร่...
     
     
     
     
    November 03

    ธรรมะ กับ บันเทิง เริงใจจริงน้อ..

    วันเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา (29-30 ตุลาคม) ก็ไปปฏิบัติภารกิจมากมาย...ตั้งแต่พาผบ.จิ๋วไปเรียน คุมอง.(ภาคบังคับ) แล้วก็จะไปเรียนว่ายนําที่สระสาธิตปทุมวัน (อันนี้ภาคสมัครใจ) ปรากฎว่าผบ.จิ๋วบอกหิวข้าว..เลยต้องแวะกลางทางที่ Le Notre หลังสวน..โดยนัด ผบ.ที่ไปรับผลสอบที่ MD มาร่วมวงด้วย..โอ เมนู Halloween ที่สุดยอด..ไม่ว่าจะเป็นสลัดเป็ดราดซอสส้ม...คีชฟักทอง..หวานด้วยเนื้อฟักทองหอมมันด้วยแฮมหั่นชิ้นเล็กและผักอื่นๆตามตำรับและเนื้อ คีชที่หนานุ่ม...แล้วก็อกเป็ดยัดไส้ตับหนาหนุ่มหอมกรุ่นควันฉุย...ราดด้วยนําเกรวี่เสิรฟด้วยฟักทองบดเนย..แล้วตบท้ายด้วยขนมในร้าน อาหย่อยจริงน้อ...เมนูนี้มีตั้งแต่วันที่ 25 - 31 ตุลาคม หลังจากกลับจากว่ายนําก็มาถึงภาคบันเทิงยามคํา...
     
    .."For the Love of Art" .เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม.. ไม่ผิดหวังครับ สำหรับEroica...โดย Orchestra Internazionale d'Italia โดย คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยากรชาวไทย ผู้ให้โอกาสอันยิ่งใหญ่แก่เด็กไทย...ด้วย วง Dr.Sax..ได้ออกมานั่งร่วมเล่นกับวงของอิตาลีในเพลงแรก...ซึ่งไม่ทำให้รู้สึกขัดหูขัดตาแต่อย่างใด...ในเพลงที่สองเปียนโนโดยน้องนน แห่งAMA ลูกศิษย์ครูอินทุอร ที่มาพร้อมสามี และอาจารย์มัทนพันธุ์แห่ง AMA ก็ได้มาชื่นชมความสามารถของลูกศิษย์ น้องนนโดยได้เล่นร่วมกับวงใหญ่ และได้รับเกียรติอย่างสูงจากนักดนตรีวง Orchestra Internazionale d'Italia ในการปรบมือให้ในตอนจบของรายการ...น่าชื่นใจ...ในช่วงร้องเพลง Opera ทั้งจาก Le' Travita กับ Madam Butterfly ก็ดีครับเสนาะหู..แถมร้องไปเล่นหูเล่นตาทำหน้ากันสนุกจริงๆ...
     
    จบ Eroica แล้วคุณบัณฑิต เอาใจผู้ฟังด้วยการแถมเพลง Radetzky March ของ ชเตร้า..แถมผู้ฟังยังร่วมตบมือให้จังหวะ..โดยคุณบัณฑิตก็หันมาปรบมือให้จังหวะแก่คนดูด้วย...สนุกและอบอุ่นดีครับ...เพลงแถมเพลงสุดท้าย..ก็สนุก ครับ.. William Tales Overture ถ้านึกเพลงนี้ไม่ออกให้นึกถึง หนังคาวบอยรุ่นโบราณเรื่อง Lone Ranger ที่พระเอกคาดหน้ากากดำขี่ม้าขาว..กับคู่หูเป็นอินเดียนแดง..นั่นแหละครับเพลงเรื่องนั้นแหละ...แล้วคืนนี้ก็กลับบ้านด้วยความอิ่มเอม...

     

    มีเกล็ดเล่าเรื่อง Eroica ไว้นิดนึงว่า Beethoven แต่ง Symphony No.3 จบก็ตั้งใจว่าจะอุทิศให้แก่ Napoleon นักรบผู้ยิ่งใหญ่โดยตั้งใจว่าจะให้ชื่อว่า "Bonapard" แต่ Napoleon กลับลุแก่อำนาจสถาปนาตนเองเป็น จักรพรรดิ ฝรั่งเศส Beethoven โกรธและผิดหวังมากถึงกับฉีกหน้าแรกทิ้ง..แล้วต่อมาก็อุทิศบทเพลงนี้ให้นักดนตรีคนนึง..โดยเปลี่ยนชื่อว่า Eroica แทน..บทเพลงนี้จะแสดงถึงความยิ่งใหญ่ สง่างาม..ความมีชัยชำนะ..มากมาย..ต้องลองฟังดูเองครับ..งานของ Beethoven ที่เป็น Symphony ก็มี เบอร์ 3, 5, 6, แล้วก็ 9 นี่แหละครับที่ยอดนิยม..

     
    วันอาทิตย์ตื่นแต่ตีห้า..ออกจากบ้านหกโมงกว่าๆไปทอดกฐินที่วัดเทพประทาน แปดริ้วได้เงินเข้าวัดไป 340,000 กว่าๆ...และได้ไปยกช่อฟ้าหอระฆังที่ไปสร้างไว้ด้วย...อิ่มบุญกันเชียว..ขากลับวางแผนจะมาไหว้หลวงพ่อโสธร..มาถึงวัดสี่โมงตรงเด๊ะ..แดดยังนายอยู่เลย..ปรากฎว่าจอดรถได้หน้าวัด..อืมผลบุญคงส่งมาเร็ว...ปรากฏว่าเดินเข้าไปถึงวิหาร..เห็นกับตาเลยครับว่ายามกำลังปิดประตู..อะไรกันนี่..ปิดสี่โมงเย็น...สงสารคนแก่ๆที่เดินกระย่องกระแย่งตามมา..ยังมีคนไม่รู้ตามมาอีกมากมาย..แล้วก็งงสุดขีด..เกิดอะไรขึ้น...เอาเถอะ..ท่าทางหลวงพ่อคงกลัวข้าพเจ้าไปไม่ทัน Concert แน่ เลยไล่ให้รีบกลับบ้าน...ทั้งขาไปขากลับแวะซื้อขนมกุ่ยช่ายสุดอร่อยที่ร้านเจ๊อิม..ที่ต้องตามเข้าไปสั่งถึงในบ้านมากินระหว่างทาง..และกลับมากินที่บ้านอย่างมากมาย..ถึงบ้านห้าโมงครึ่ง...
     
    คืนนี้มี Concert...Pierre Amoyal กับ Camerata de Lausanne สั้นสนุก..เริ่ม ทุ่มสิบห้า เบรคยี่สิบนาที จบสามทุ่มสิบห้า..แถม Air หนึ่งเพลง.Amoyal เล่นด้วยไวโอลิน Stradivarius ที่ปัจจุบันมีมูลค่า 5 ล้าน USD ครับถูกแล้วเป็นเงิน US Dollar ไม่ใช่เงิน บาท..อุแม่เจ้า!...นักดนตรีมี 13 คน (ไม่รวม Amoyal) เป็นสาวญี่ป่น 4 คน Violin 1 คน Viola 2 คน Harpsichords 1 คน...ผมไปดูด้วยสภาพร่างกายที่โทรมมาก..เนื่องจากคืนวันเสาร์กลับถึงบ้านกว่าจะหลับก็ดึก..ตอนเช้ายังตื่นแต่ตีห้าไปทอดกฐินอีก..กลับมาถึงบ้านก็รีบอาบนําแต่งตัวออกมาฟังเพลงอีก...ฟังไปก็จะหลับไป..เพลงเพราะมาก..อยู่ในภวังค์หลายช่วง..ได้น้อง Vilola สีชมพูชาวญี่ปุ่น.กับน้อง Violin สาวฝรั่งในชุดดำ...คอยให้กำลังใจผมไม่ให้นั่งหลับเพื่อจะได้นั่งดูเธอเล่น....

     

    ผมคงเป็นคนเดียวที่ซื้อบัตรแถว P ในโซน B3 เพราะแถว N เป็นแถวที่ประทับ..O กับ P เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้นเป็นบัตรเชิญแน่นอน...แต่ทำไงได้นิไปซื้อบัตรวันแรก 10 โมงห้างเปิดเลย..ยังนึกชมตัวเองเลยว่าตัดสินใจแต่งตัวแบบเวอร์สุดๆได้ถูกเวลาและสถานที่มาก...

     

    ไปก่อนนะครับ..เสาร์ อาทิตย์นี้จะไปเขาใหญ่กับที่ทำงาน..ถ้ามีอะไรดีๆ..จะมาเล่าให้ฟังอีก..ภูสักเดือน..ไปโลด..


     
     
    October 19

    เทศกาลบุญมาแล้วครับ....

    ออกพรรษาแล้ว..ตอนนี้ซองกฐินก็ทยอย กันเข้ามากันไม่ขาดสาย...นับๆดูตอนนี้มีสาม สี่วัดแล้วที่เป็นประธาน แบบไม่ต้องไป..วันที่ 23 นี่ก็จะไปทอดกฐินกับท่านอาจารย์ .. ท่านเจ้าคุณที่วัดอรุณฯ..ไปทอดวัดบบรรหารฯ ท่านอาจารย์บอกทางวัดขอมา..บรรหารสร้างแต่ไม่ทำต่อ พอป็นวัดก็หยุด...เราก็เลยไปทำต่อ...ท่านเจ้าอาวาสวัดบรรหารฯ จะมารับที่วัดด่านช้าง..เพราะไปถึงวัดลำบาก...
     
    วันเดียวกันก็จะเอาเงินไปถวายที่วัดวังสำเภาล่ม...สุพรรณฯเหมือนกัน..ที่บ้านเป็นประธานทอดจริงๆมาสองปีแล้ว ปีนี้ทางวัดกำหนดวันมา แต่ที่บ้านไม่สะดวก เพราะไปอินเดีย 3 คน..เลยไม่ได้รับ แต่ก็เอาเงินไปถวายแทน...
     
    วันที่ 30 ที่บ้านเป็นประธานไปทอดที่วัดเทพประทาน ฉะเชิงเทรา..วัดนี้ก็ไปสร้างหอระฆังไว้..จวนเสร็จแล้ว...อันนี้ยังไม่นับซองขาจรที่กำลังจะมาในเวลาอันใกล้นี่อีก....
     
    แต่ก็ทำด้วยความเต็มใจนะครับ..ไม่ใช่แค่บำรุงพระพุทธศาสนาอย่างเดียว..แต่เหมือนคืนอะไรให้สังคมด้วย...
     
    ขอความเจริญในธรรม..จงมีแด่ทุกท่านครับ...
    October 07

    Nutcracker : Ballet รับ Christmas 2005

    เนื่องจากแฟนๆ..ถามกันมาว่าจะมีการแสดง Ballet ดีๆอีกเมื่อไหร่..พอดีไปดูที่ Thaiticketmaster ใพบว่าของดีกำลังจะมาอีกแล้วครับ...คราวนี้เป็นเรื่อง Nutcracker เป็น Ballet ที่ผมชอบที่สุด เพลงเพราะ..บรรยากาศวัน Christmas สีสรรค์ตระการตาแน่นอน..เพลงประพันธ์โดย Tchikovsky มาครั้งนี้เป็นการแสดงของ Imperial Russian Ballet sponsored by การบินไทย ที่เพิ่งเปิดเที่ยวบินตรง กรุงเทพ - มอสควา ไปเมื่อเดือนที่แล้ว...งานนี้ไม่ธรรมดาแน่...
     
    การแสดงมีวันที่ 3-4 พฤศจิกายน 2548 ที่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย..เริ่มขายบัตรวันที่ 8 ตุลาคม 2548 ที่ Thai Ticketmaser บัตรราคา 3,000 / 2,200/ 1,700/ 1,300/ 600 บาท
     
    ผมไปแน่ๆละครับงานนี้...รายละเอียดและรูปภาพไปตาม link นี้ได้ครับ...
     
    Nutcracker Ballet
     
    และนี่เป็น Link ของคณะครับ  Imperial Russian Ballet
     
    October 03

    Weekend บันเทิง

    สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งเสาร์ กะ อาทิตย์ เป็นสุดสัปดาห์บันเทิงของครอบครัวจริงๆ...เริ่มจากวันเสาร์เช้าไปทำธุระอะไรกันนิดหน่อย...แล้วเที่ยง..พวกเราก็ถึงที่หมาย..เมเจอร์รัชโยธิน โจทย์คือจะดู พี่น้องกริม กับ มาดากัสกา...เอาล่ะจิพ่อลูกไม่มีใครยอมใคร...หลังจากดูรอบฉายแล้วก็เข้าไปซื้อตั๋ว...ได้มาคือ กริมมี่ รอบบ่ายโมงตรง...มาดากัสการ์ สี่โมงสิบ...ก่อนบ่ายมีเวลาเหลือเกือบห้าสิบนาที...เลยไปกินมื้อกลางวันที่ Zen ชดเชยที่วันศุกร์ไปกินกะเหล่าสหายมะได้.... กริมมี่ได้ดูโรง Platinum บัตรใบละ 170 (โรง1) โดยรวมสำหรับผมแล้ว..เฉยๆอ่ะ..และคาดว่าเหตูการณ์หลังหนังเรื่องนี้คือทั้งหมู่บ้านคงโดนฝรั่งเศสขยี้แน่ ข้อหาทำลายกองทัพและแม่ทัพ...
     
    มาดากัสกา..อิ..อิ..ซาหนุก..ชอบเจ้าพวกเพนกวินจัง...แต่ดูไปก็เหมือนมีเงาของ Shrek ออกมา..คือ Alex (สิงโต)= Shrek  / Marty(เจ้าม้าลาย) = ดองกี้ / Gloria (ฮิบโป) = เจ้าหญิงฟีโอน่า / Melman(ยีราฟ = มังกร) คือตัวเด่นสี่ตัว...แจกบทไปตามลำดับ...แต่ก็ตลกและก็สนุกเด็กๆที่นั่งในโรงหัวเราะกัน กิ๊ก..กิ๊ก...ตลอดเรื่อง...
     
    คืนวันอาทิตย์..มหกรรมศิลปการแสดงฯ ครั้งที่ 7 สำหรับผมก็ปิดฉากลงด้วย... Ramayana...สนุกสนานไปกับ นาฏลีลาที่ไม่เน้นฉากแต่อย่างใด...พี่สาวบอก..ได้ดู ศรีราม เต้น ศิวนาฏราช ก็คุ้มแล้ว...แต่..แหะ..แหะ..เต้นตอนไหนอ่ะ... เดี๋ยวรายละเอียดจะเอาไปเล่าเป็นเรื่องต่างหากนะครับ....
     
    สุดสัปดาห์นี้ฉลองปิดเทอมของ ผบ.จิ๋วอย่างบันเทิงเป็นที่สุด....
    September 28

    Swan Lake : ความงามเหนือกาลเวลา...

    เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปชม Ballet Swan Lake ในมหกรรมฯครั้งที่ 7 ด้วยความทุลักทุเล...
     
    Swan Lake ที่แสดงนี้เป็น Ballet 4 องก์ (ที่เคยดูมามี 3 องก์) แสดงโดยคณะ Moscow Stanilavski ที่ผู้จัดบรรยายว่าออกแบบท่าเต้นของตัวเองมานานไม่เหมือนคณะใดในโลก...มิน่าตอนจบถึง Happy Ending ในขณะที่คณะอื่นที่เหลือในโลก...จบแบบเศร้าสุดๆ...

    เนื้อเรื่องคร่าวๆก็มีเจ้าหญิงถูกพ่อมดสาปให้เป็นหงส์จนกว่าจะพบรักแท้..แน่นอนก็เจ้าชายนั่นแหละครับ..แต่พ่อมดก็เอาลูกสาวไปหลอก..ให้เจ้าชายหลงผิดคิดว่าเป็นเจ้าหญิงโอเด็ต..(เจ้าชายชื่อซิกฟริดนะครับ..ไม่ใช่ภารดร) ลูกสาวพ่อมดชื่อโอดีล (เน้นด้วยสีดำ) ทำให้เจ้าชายหลงผิดและขอความรัก...โอเด็ตก็เสียใจเพราะเจ้าชายผิดคำสาบานรัก...แล้วเจ้าชายก็รู้ตัวจึงตามโอเด็ตไป...ตรงนี้แหละครับ..ที่ต่างกันคณะอื่น...ที่โอเด็ต กับเจ้าชายตายไปเป็นวิญญานที่รักกันในตอนจบ...แต่คณะนี้ โอเด็ต กับเจ้าชาย...ร่วมกันฆ่าพ่อมดได้..และรักกันทั้งที่ยังมีชีวิต...

    บรรยากาศโดยรวมแล้วคึกคักมากเจ้านายเสด็จ 2 พระองค์ (ผมคิดว่าท่านเสด็จวันแรกแล้ว) มีการพัก 3 ครั้งๆละ 20 นาที แค่พักก็1 ชั่วโมงแล้ว...เฮ้อ...ง่วงจริงๆ

    ฉากบนเวที อลังการผิดหูผิดตาจาก ปีก่อนๆมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ชมในเมืองไทย...ต้องยอมรับว่าปีนี้ดีมากครับ...เทคนิคการเต้นก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร แต่ให้นําหนักที่ตัวตลกเหลือเกิน..ในขณะที่คณะอื่น..ใช้บทเหมือนเพื่อนเจ้าชายแทน...ชุดเครื่องแต่งกายทำได้หรูหราแพรวพราว..สวยแบบ classic แต่ก็อลังการงานสร้างมากครับ...ที่ผมเฉยๆก็คือ โอเด็ตในองก์ที 2 ที่ออกมาเต้นเดี่ยวผมรู้สึกว่าเธอแข็งไปหน่อย...ผมเคยดู โอเด็ตที่เต้นแบบนี้ทำท่าได้เหมือนหงส์อ่อนช้อยกว่านี้มาก....ชนิดที่ว่าคุณกำลังดูหงส์ขาวร่ายรำ..โดยไม่คิดว่าเป็นคนเลยครับ...แต่เมื่อคืนไม่สามารถขนาดนั้น... แต่ตอนเปิดฉากออกมาผมดันไปนึกถึง Trockadero ที่มาเล่น องก์ 2 ปีที่แล้ว..แล้วก็ขำออมาแบบอดใจไม่ได้...น่าตีจริงๆ...555 ขำจริงๆครับ...ถ้าหาแผ่นมาดูได้ รีบหามาดูนะครับมี 2 แผ่น ตลกสุดๆ...ดูกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ...

    องก์ที่ 3 ก็ดูยิ่งใหญ่มาก...งดงามทุกชุด...ไม่ว่าจะเป็นระบำสเปน..หรืออื่นๆ...สอดคล้องรุกรับสลับกันอย่างลงตัวด้วยนักแสดงที่มากฝีมือ...โดยรวมแล้วผมถือว่าดีมากครับ...พรุ่งนี้จะไปชมอีกเรื่อง....ดอน กีโฮเต ... ผมคงจะหลงโฉม แม่หญิง Kitri แน่ๆเลยครับ...เฮ้อ... tongue.gif

    เมื่อคืนก็เอาแผ่น Swan Lake ของคณะ Royal Swedish Ballet (ประมาณนี้แหละ) มาชมก็ให้บรรยากาศอึมครึมไปอีกแบบเพราะโทนเรื่องออกแนวสีทึมๆหม่นๆแต่อลังการดูสง่างาม..ทั้งเรื่อง ในขณะที่ ของ Moscow Stanilavski กลับให้สีสรรค์ ได้เฉิดฉันพรรณราย หวานหยด เข้มสุดๆสลับกันไป...ดูมีชีวิตชีวากว่า

    แล้วก็ต้องสารภาพว่าไมได้ดูองก์ที่สี่ เพราะสาวน้อยไม่ไหวแล้ว...ดึกมากๆแต่ก็อ่านเนื้อเรื่องเอาไว้แล้ว...ก็พอจะนึกภาพออก...นี่คือผลของการจัดโปรแกรมที่ไม่ใช้ความคิดให้มาก...ดอน กีโฮเต สามองก์ไปเล่นวันหยุด...สั้นนิดเดียว...เฮ้อ...
    September 24

    Peter Pan : หนุ่มน้อยนักบิน

    การแสดงในมหกรรมฯปีนี้ มี Ballet จากอังกฤษ มาหนึ่งคณะคือ Northern Ballet Theater ปีนี้มาแสดงเรื่อง PeterPan ของ J.M. Barrie ที่เราคุ้นกันทั้งหนังเรื่อง PeterPan และ เรื่อง Finding Neverland หนังversion ที่สร้างใหม่ล่าสุดดูจะตรงกับการแสดงครั้งนี้มากที่สุด...การแสดงมีสี่รอบด้วยกัน..ผมเลือกรอบคืนวันเสาร์ที่ 17 กันยายน เพราะเป็นรอบที่สามแล้ว..น่าจะปลอดเจ้านาย...แต่คนคำนวนมิสู้ฟ้าลิขิต..มีเสด็จเป็นการส่วพระองค์ ดังนั้นคนที่นั่งรอบๆ..จึงต้องกระเด็นไปนั่งที่อื่น...ตามแต่บุญแต่กรรม...
     
    เรื่องนี้ผมจะไม่พูดถึงเนื้อเรื่องเลยนะครับเพราะเหมือนกับที่เราทราบมาทุกประการ..ไม่เพี้ยนเลย...รอบที่ไปชมนี่เด็กๆเยอะมาก...แต่กว่า ครึ่ง..ไม่ใช่เด็กไทย...ได้เจออาจารย์สมัยเรียนโท ที่ให้คำแนะนำแก่ผมจนได้คู่ชีวิตมา..ขอบคุณฮับ...แล้วก็เลยคุยกันถึงว่าผบ.จิ๋ว อายุ 10 ขวบแล้ว...โหอาจารย์สอนผมสองคนมา10 กว่าปีแล้วนะครับ..แต่อาจารย์ยังดูไม่แก่เลย...
     
    การแสดงมีสององก์ 4 ฉาก..ขอพูดถึงการเต้นด้วยศิลปะ Ballet ก่อน..ผมว่าเค้าประยุกต์มากจนเหมือนกับดู Contemporary Dance ไปเหมือนกัน.. แต่ฉากก็ถือได้ว่าสวยงามที่เด่นจริงๆคือ การเหาะ...ครับ Ballet เหาะได้จริงๆ...การใช้สลิงสุดยอด...ใส่เร็วถอดเร็ว...จนดูแทบไม่รู้..บินกันเต็มเวที...ที่พื้นหลังเป็นดาวระยิบระยับ...สวยมากครับ...การเปลี่ยนฉากทำได้ดีแต่ก็มีหลุดบ้าง...เช่นต้องมีคนเดินมาเก็บเกาะ...ยังนั่งขำอยู่เลย... เทคนิค ทิงเกอร์เบล จระเข้ติ๊กต่อก...เหมือนละคร เวทีของมาแตร์ เรื่อง wizard of oz เลยคือเอาคนแต่งชุดดำถือตุ๊กตาตัวเล็กๆเป็นทิงเกอร์เบล กับ 2 คนอุ้มตุ๊กตาจระเข้ตัวใหญ่มาก...เป็นจระเข้ติ๊กต่อก...
     
    มีฉากที่คนเล่น Participate กับคนดูด้วย...ก็คือฉากทิงเกอร์เบลจะตาย...แน่นอนครับประโยคนี้ต้องจำกันได้... I do beleive in fairy...I do..I do... แล้วก็บอกว่าถ้าคุณเชื่อมั๊ย..เราก็ตอบ yes  แล้วก็บอกว่าถ้าเชื่อก็ตบมือนะ..แล้วเธอจะฟื้น...อาจเป็นเพราะทิงเกอร์เบลจะรีบไปเปียแชร์หลังเวทีก็เป็นได้..ตบไป 5 แปะ..เธอก็ฟื้นแล้ว...เร็วจริงๆ...จริงๆก็ไม่ได้รู้สึกร่วมอะไรเลย...เหมือนทำตามขั้นตอนแค่นั้น... แต่โดยรวมก็สนุกดีครับ..ในรอบที่ไปชมพบคุณบอยถกลเกียรติ กับภรรยา และคุณพ่อคุณแม่..ใช่ครับเค้าคนนั้นแหละครับคนที่ IMF รักมาก...คาดว่าคุณบอยเธอคงไปดูเป็นวัตถุดิบในการแสดงปีหน้าของ Xact ..ทำให้คิดว่า ไม่รู้ว่าละครอะไรที่เป็น The Musical ในปีหน้าคงจะเหาะเหินเดินอากาศกันแน่ๆ..555....ผมคิดว่าปีนี้รายการดีมาก...ครั้งหน้าจะเล่าเรื่อง Swan lake ให้ฟัง....เอ...หรือ อ่านนะ..แล้วค่อยว่ากันอีกทีครับ...
     
     
    September 16

    แสงดาวแห่งศรัทธา...

    บังเอิญวันนี้นึกถึงกลอนต้องห้ามในสมัยหนึ่งขึ้นมาได้....
     
                     ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า       ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
                  ไม่มีใครเลิศลำน่าเทิดทูน          ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
                      เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่          ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
                   เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ      ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
     
    ความรู้สึกในตอนนี้..ไม่มีอะไรที่จะบรรยายได้เท่าบทกวีของ จิตร ภูมิศักดิ์ บทนี้ครับ
     
                     พร่างพรายแสง...ดวงดาวน้อยสกาว
                     ส่งฟากฟ้าเด่นพราวไกลแสนไกล
                     ดั่งโคมทอง..ผ่องเรืองรุ้งในหทัย
                     เหมือนธงชัย..ส่งนำจากห้วงทุกข์ทน
     
                     พายุฟ้า...ครืนข่มคุกคาม
                     เดือนลับยาม..แผ่นดินมืดมน
                     ดาวศรัทธา..ยังส่องแสงเบื้องบน
                     ปลุกหัวใจ..ปลุกคนอยู่มิวาย
     
                     ขอเยาะเย้ย...ทุกข์ยากขวาหนามลำเค็ญ
                     คนยังคง...ยืนเด่นโดยท้าทาย
                     แม้ผืนฟ้ามืดดับ..เดือนลับละลาย
                     ดาวยังพราย..ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
                     ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง....
     
    ครับ...วันนี้คงมีแค่นี้...จำไว้อย่างนะครับ..แผ่นดินนี้ไม่ใช่ของใคร..คนใดคนหนึ่ง...
     
     
    September 12

    Rigoletto : คำสาป หรือ เวรกรรม..

    เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา 10/9/05 ได้มีโอกาสไปชม Opera เรื่องแรกของ มหกรรมดนตรีและการแสดงนานาชาติ กรุงเทพฯครั้งที่ 7 เรื่อง Rigoletto ซึ่งแสดงเป็นโปรแกรมเปิดงานไปเมื่อวันที่ 7 /9 /05 ที่ผ่านมา ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย..

        Rigoletto เป็นผลงานการประพันธ์ ดนตรีของ จุยเซปเป้ แวร์ดี (Verdi) เป็นอุปรากร 3 องก์เป็นเรื่องที่เกิดใน Italy เป็นเรื่องของ ตลกหลวงของท่านดยุค นาม Rigoletto ผู้ที่อัปลักษณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ..ทั้งหลังค่อม..ปากร้ายทำลายผู้คนด้วยคำพูด...ในขณะที่ท่านดยุคก็เลวไม่แพ้กัน..เห็นผู้หญิงเป็นของเล่นทำลายพรมจรรย์ พรากลูกพรากเมียเค้าโดยไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย....

         เหตุการณ์เริ่มขึ้นในท้องพระโรงที่ท่านดยุคกำลังมีงานเลี้ยงกะเหล่าขุนนางและผู้หญิงมากมาย..ในขณะที่ท่านดยุค กำลังเกี้ยวพาราสี เคาน์เตส ภรรยาของท่านเคาน์ตคนหนึ่งอยู่  ขุนนางเฒ่าอีกคนก็เข้ามาพร้อมกับลูกสาวท่านดยุคที่โดนดยุคทำลาย ขุนนางเฒ่าจึงเข้ามาพร้อมปืนเพื่อที่จะฆ่าดยุค แต่ในที่สุดขุนนางเฒ่าก็โดนจับกุม พร้อมกับวาจาส่อเสียดของ Rigoletto นั่นเองที่ Rigoletto ได้รับคำสาปจากขุนนางเฒ่า  ในขณะเดียวกันเหล่าขุนนางก็รู้ข่าวมาว่า Rigoletto มีภรรยาลับอยู่คนจึงวางแผนไปลักพาตัวมาให้ ดยุค และจะได้เยาะเย้ย Rigoletto 

         Rigoletto มีลูกสาวที่แสนดี งดงามและไร้เดียงสาดุจนางฟ้าน้อยๆ..Gilda...เธอถูกเลี้ยงมาอย่างไข่ในหิน ไม่ได้ออกไปไหนเว้นแต่โบสถ์ โลกของเธอมีแต่พี่เลี้ยงและพ่อ ที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อว่าพ่อของเธอชื่ออะไร...แต่ที่โบสถ์เธอได้พบหนุ่มรูปงามคนหนึ่งที่แอบมาหาเธอถึงบ้านในคืนวันที่เปลี่ยนชีวิตของทุกคนไปเลยทีเดียว..ด้วยการรู้เห็นเป็นใจของพี่เลี้ยง หนุ่มคนนั้นสามรถเข้ามาบอกรัก Gilda ถึงในบ้านและบอกว่าเค้าเป็นเพียง... นักศึกษายากจน...เท่านั้น... หลังจากที่ชายหนุ่มกลับออกไป...เหล่าขุนนางก็มาถึงบ้าน...ใช่แล้วภรรยาลับที่ขุนนนางตั้งใจมาจับก็คือ Gilda นั่นเอง...ในขณะเดียวกัน Rigoletto ก็มาถึงบ้านด้วยอาการเมามาย..เหล่าขุนนางจึงออกมาโกหก Rigoletto ว่าจะมาฉุด เคาน์ตเตสไปให้ดยุค..Rigoletto จึงขอร่วมมือด้วยเหล่าขุนนางจึงมอบผ้าผูกตาให้เพื่อปลอมตัวแถมยังไปจับบันไดให้ขุนางปีนเข้าบ้านตัวเองเพื่อจับลูกสาวตัวเองอีก...เมื่อเปิดตาขึ้น..ทุกอย่างก็สายเกินไป...อา...คำสาปได้เริ่มงานของมันแล้ว... 

          ที่ปราสาทของดยุค....ดยุคกำลังตกอยู่ในภวังค์ที่คำนึงถึงแต่สาวน้อย ...ที่ตนเองไปชอบพอ..ถึงกับคิดว่าจะยกเธอให้เป็นภรรยาตามกฎหมายทีเดียว...และแล้ว เหล่าขุนนางก็ได้นำสาวน้อย Gilda มาให้.....เมื่อทั้งสองพบกันก็เกิดความสุขปนความสงสัย...เพราะทั้งต่างฝ่ายต่างเป็นคนรักของกันและกันนั่นเอง...แล้วทั้งสองก็สมรักในคืนนั้น... 

          ในขณะที่ด้านนอก Rigoletto มาถึงปราสาทพร้อมกับยอมทุกอย่างขอให้ได้ลูกสาวคืน...ทุกคนตกตะลึงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว...ข้าวสารเป็นข้าวสุกไปแล้ว Rigoletto คิดว่า ดยุคเป็นคนสั่งให้ทำ... Rigoletto ได้ให้สัญญากับขุนนางเฒ่าผู้ถูกจองจำว่าจะฆ่าดยุคเพื่อล้างแค้นให้..ยามเช้า..เมื่อลูกสาววิ่งออกมาทั้งสองได้กอดกันร้องไห้... แต่ทุกย่างมันสายไปที่จะกลับไปเหมือนเดิม... 

         Rigoletto ตกลงใจจ้างมือสังหารให้สังหารดยุค มือสังหารได้ล่อดยุคไปที่ร้านเหล้าของตนโดยน้องสาวร่วมมือด้วย..แต่น้องสาวกลับไปหลงเสน่ห์ดยุค..ซึ่ง Gilda ได้เห็นกับตาได้ยินกับหูถึงตัวจริงของดยุค..แต่เธอจะหักใจเห็นชายคนรักตายได้เหรอ...ในขณะที่พ่อของเธอ..ให้เธอแต่งชายแล้วออกนอกเมืองในคืนนี้...เพื่อแผนสังหารจะได้ลุล่วงไป....... 

           คืนวันที่พายุกระหน่ำฟ้าคะนอง... น้องสาวของมือสังหารไม่อาจหักใจสังหารดยุคได้...จึงบอกให้พี่ชายหักหลัง Rigoletto…พี่ชายจำต้องยอมตามโดยกำหนดว่าใครเข้ามาในร้านก่อนเที่ยงคืนจะฆ่าคนนั้นแทน..มิฉะนั้นจะฆ่า ดยุค Gilda ที่แอบอยู่ด้านนอกได้ยินเข้า...จึงตัดสินใจรับมีดนั้นแทนดยุค...และในที่สุด Rigoletto ก็ได้รับศพลูกสาวตัวเองแทน.....

     

         Rigoletto ที่แสดงในปีนี้แสดงโดยคณะ Hungarian State Opera บรรเลงโดย Budapest Philharmonic Orchestra…. เป็นการแสดงที่ อลังการในระดับหนึ่งนักแสดงทุกคนโดยเฉพาะตัวเอก...แม้จะไม่ใช่มือหนึ่งแต่ก็เล่น ร้องได้อย่างดีถึงดีที่สุด...แล้วมือหนึ่งจะเป็นไงน้อ...ผู้แสดงเป็น Rigoletto ร้องด้วยเสียง Baritone ส่วนดยุคเป็นเสียง Tenor ส่วน Gilda เป็นเสียง Soprano..การแสดงในคืนนี้..ผู้ชมไม่มากเท่าไหร่แต่ก็ไม่โหรงเหรงนัก....กำลังดี..แต่ผมกลับชอบสาวน้อยที่เดี่ยว Flute คู่กับ Harp ทางด้านนอกจัง..เธอสดใสเหมือนเสียง Flute ของเธอเลย... 

             Rigoletto เป็น Opera ที่แซ่บเอาเรื่อง...เชื่อไม๊คำว่า สารเลว อัปรีย์ ใช้กับเรื่องนี้ได้อย่างไพเราะ บทแปลภาษาไทยช่างรื่นรมย์ เจ้าบทเจ้ากลอนจริงๆ...เรื่องนี้เนื้อเรื่องเองก็จัดจ้านอยู่แล้ว..ยิ่งแปลด้วยคำด่าแบบภาษาสวยยิ่งสนุกเป็นทวีคูณ... Aira ที่เด่นอยู่ในองก์ที่สาม เป็น aria ของดยุคที่ด่าว่าอิสตรี..La Donna 'e Mobile คือชื่อของ Aria นี้..เพลงนี้ไพเราะจริงๆ...แน่ะ..ผมไม่ได้พูดถึงเนื้อร้องนะครับ... เต็มอิ่ม ชื่นใจทดแทน Mae Nakk ได้อย่างลงตัวที่สุด....

    September 05

    แม่นาก...อ๊อบปร่า...

    เมื่อวันเสาร์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปดู OPera เรื่องแม่นาก ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย...ไปกันเกือบหมดบ้านเลย...แสดงเวลา สองทุ่ม...ไปทุ่มนึงพอดี...เอ๊ะ..มาผิดวันรึเปล่าน้อ...ทำไมรถจอดน้อยจัง....การแสดงเริ่มช้าไปประมาณห้านาที..เอาน่าไม่ว่ากัน...ผู้ชมไม่น้อยแต่ก็ไม่เยอะ...เป็นชาวต่างชาติซะ 40 % ได้มั้ง...งานนี้ไม่มีเจ้านายท่านใดเสด็จ...ก็เลยสบายๆกัน การแสดงโปรแกรมนี้มีสองวันคือ วันที่ 3-4 กันยายน เท่านั้น
     
    แม่นากเป็น อุปรากร (สูจิบัตรเค้าใช้ว่ามหาอุปรากร กับคำว่า Opera แต่ผมว่าไม่น่าจะถึงขั้นนั้น) 3 องก์ เนื้อเรื่องก็อย่างที่ทราบกันดีไม่ขอเล่านะครับ...แม่นากเป็น อุปรากรที่แต่งโดย คุณสมเถา สุจริตกุล ประพันธ์ทั้งเนื้อร้องและเพลง..เป็นอุปรากรภาษาอังกฤษ..(โดยทั่วไปนิยมภาษาอิตาเลี่ยน นัยว่าร้องออกมาแล้วไพเราะกว่า) แม่นากครั้งนี้จัดแสดงเป็นครั้งที่สองแล้ว...ครั้งแรกเข้าใจว่าจัดเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว....
     
    ผู้แสดงหลักคือ มาก (MAKK) เป็นนักแสดงเสียง Baritone ชาวเกาหลี หุ่นดีเสียงดี (มั้ง) อยู่ที่คณะ San francisco Opera ส่วน แม่นาก (NAKK) เป็นขาประจำของ Bangkok Opera คือ เสียง Lyric Soprano -  Nancy Yuen ชาว Hongkong แต่ประจำการที่ Singapore กะ UK มาตราฐานดีไม่มีตก...ผู้แสดงหลักๆทุกคนเป็นชาวต่างชาติไม่เว้น หลวงพ่อ (Luang Pho) ...มีเณรที่เป็นคนไทย...แต่ชัดเจนมาก..เสียงยังกะแมงหวี่...เรายังต้องพัฒนาบุคลากรด้านนี้อีกเยอะ...
     
    ได้ฟังเณรเรียก หลวงพ่อ (Luang Pho) แบบ Opera หรือได้ฟังบทสวด นะโม ตัสสะ ภควัตโต..แบบ Opera แล้วก็ครึ้มอกครึ้มใจดี...ภาษาที่ใช้ใน Sub title ก็ช่างงดงามไพเราะจริงๆ...ถ่ายทอดโดยคุณ ถ่ายเถา สุจริตกุล...คุณสมเถา ยังมาแนวเดิมคือเน้นแต่แสง..ไม่มีฉาก หรือ พร็อพ ที่อลังการแต่อย่างใด ฉากที่มีเป็นแค่ภาพ abstract ของบ้าน กับ วัดแค่นั้น...นั่นหมายความว่าตัว Opera ต้องดีจริง...แล้วจริงๆดีรึเปล่าล่ะ...
     
    ต้องไม่ลืมว่าเรื่องนี้ไม่มีคณะอื่นมาเปรียบเทียบ....ต้องว่ากันแต่ความรู้สึกอย่างเดียว..ผมว่าผมเฉยๆนะ...ค่อนข้างผิดหวังมากกว่า เพราะคาดวหวังไว้เยอะ...สมาชิกที่ไปดูด้วยเอาไปเทียบกับ ไอยดา...แล้วบอกว่า ไอยดาสนุกกว่า...มีฮือฮา..ฉากมือยาวเก็บมะนาว...แม่นาก ล้วงมือเก็บมะนาวหน้าเวที แต่ มือยาวโผล่ชูลูกมะนาวอยู่หลังเวที..มันเร็วมาก...ฝรั่งที่ไม่เคยรู้เรื่องแม่นากมาก่อนนี่คงไม่รู้เรื่องหรอกครับว่าอะไร..คนไทยยังนั่งขำกัน คิก..คิก..อยู่เลย..
     
    ดนตรีที่ใช้ประกอบมีกลิ่นอายไทยๆออกมาเป็นระยะ..ระหว่างพักการแสดงเดินไปดูว่ามีระนาดกับขลุ่ยรึเปล่า...ปรากฎว่าเจอครับ... xylophone ไม้นี่เองให้เสียงคล้ายระนาด..ส่วนเสียงขลุ่ยเดาได้ไม่ยาก...Flute นั่นเอง..แต่..เธอที่เล่น Harp กลับงดงามเกินกว่าจะละสายตาไปได้...แต่ขี้เกียจ speak English แถมนึกถึงคนที่มาด้วย...ไม่เอาแระ...เดินกลับไปนั่งดีกว่า...
     
    ผมว่าองก์แรกนี่น่าเบื่อมาก...องก์ 2-3 ก็สนุกสนานเร้าใจดี..แต่ทำไงได้..องก์แรกลดความสนุกลงไปครึ่งแล้ว...ไม่เป็นไรเดี๋ยววันที่ 10 ไปดูของนอก Rigoletto แสดงโดย Hungarian State Opera แล้วค่อยมาคุยใหม่นะครับ...
     
     
    August 01

    สงสัยจริงนะ...บทที่ 1

    วันนี้มาถึงที่ทำงานแต่เช้า...ฝนตกตอนเช้าวันจันทร์...สงสารคนที่ไม่มีรถจัง..เค้าจะทำยังไงนะ...แล้วลูกๆเค้าจะไปโรงเรียนกันยังไง...เด็กๆจะเปียกฝนจนเป็นหวัดรึเปล่านะ...และถ้าเด็กๆเป็นไข้ไปโรงเรียนไม่ได้ ... ใครจะหยุดงานมาเฝ้าลูกล่ะ...แล้วงานที่ทำงานที่ทำค้างไว้..ใครจะทำ..โอ๊ย...อย่าไปคิดมากเลย..
     
    บางครั้งขับรถไปก็ให้สงสัยไปว่าทำไมหนอรถยีห้อแพงๆอย่าง Benz / BMW / Audi / Lexus ... และอื่นๆอีกไม่มากมายเท่าไหร่...ทำไมรถพวกนี้ถึงไม่ทำไฟเลี้ยวไว้ในรถ !!!  เพราะเค้าเปลี่ยนเลน ย้ายเลน เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา...ไม่ได้เปิดไฟเลี้ยวหรือขอทางกันเลย...มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำได้...อา..นั่นแสดงว่าเค้าไปเสียเงินติดเพิ่มแน่นอน...เพราะมาตราฐานโรงงานไม่ได้ให้มาแน่ๆ ....ยิ่งคิดก็หยิ่งประหวั่นพรั่นพรึง...ตายละวา....คนระดับเศรษฐีในบ้านเมืองของเราที่เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โต...โง่ขนาดซื้อรถไม่มีไฟเลี้ยวมาใช้...โอ...แล้วเราจะแข่งขันกับต่างชาติได้อย่างไร...ยิ่งคิดก็ยิ่งขนหัวลุกถึงอนาคตของชาติ...ขนาดบุคคลที่ทำมาหากินกับพี่น้องไทยจนรํารวยขนาดนี้ยังโง่ซื้อรถไม่มีไฟเลี้ยวมาใช้...แล้วพี่น้องไทยที่เหลือล่ะ...แล้วตัวเราล่ะ...เอ...รถเราก็มีไฟเลี้ยวนี่นา....โตโยต้าแท้ๆ ไม่มี ก็อบ หรือ โคลนนิ่ง แน่นอน...เอ..แล้วเราโง่หรือฉลาดกว่าเศรษฐีทั้งหลายหนอ...
     
    หมายเหตุ ผู้เขียน...เรื่องนี้เป็นแค่ความคิดคำนึงที่พยายามออกนอกกรอบ เรื่องต่างๆมีมุมมองที่ต่างกันได้...มารยาทอาจใช้มาอธิบายเรื่องนี้ได้ดีกว่า...แต่จะเป็นไรไปที่วันนี้เราอาจจะปลอบใจในเรื่องที่จริงจังนี้ในแง่มุมแปลกๆบ้างเนอะ...ขืนพูดเรื่องมารายาท การอบรม การศึกษา ความแตกต่างในสังคม ความแตกต่างทางชนชั้น...กบฏชาวนา ชนชั้นกรรมาชีพ การนองเลือด...โอ๊ย..เป็นไงบอกแล้วว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่...
    July 14

    Davinci Code : Dan Brown นักประวัติศาสตร์ หรือ คนบาปลวงโลก

    ...หวังว่าทุกท่านคงจะได้อ่านหนังสือเรื่อง รหัสลับดาวินชี่ หรือ Davinci Code กันแล้วนะครับ หนังสือเรื่องนี้สร้างประเด็นที่ถกเถียงกันระหว่าง คาธอลิค กับ ผู้ที่ไม่ใช่คาธอลิคเป็นอย่างมาก... สำหรับชาวคาธอลิคแล้ว...นับว่าเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเป็นอย่างมากที่ศาสนาที่เคารพ ถูกหยามหยันใส่ร้ายจากบุคคลนอกศาสนา...สำหรับผู้ที่ไม่ใช่คาธอลิคแล้ว..เรื่องนี้สร้างกระแสทั้งการท่องเที่ยว การศึกษาและสืบค้นทางประวัติศาสตร์ และที่สำคัญคือสร้างความบันเทิงในแง่นิยายเป็นอย่างมาก
     
    เราได้อ่านข้อมูล..หรือเรียกให้ถูก นิยาย จากแดน บราวน์มาแล้วเรียกว่าฟังความข้างเดียว...ดังนั้นผมจึงขอเสนออีกมุมนึงของชาว คาธอลิค ที่จัดทำ web site ขึ้นมาซึ่งเนื้อหาของเว็บมีหลากหลายน่าสนใจน่าศึกษา และหนึ่งในนั้นคือการให้ข้อมูลที่ต่างจาก นิยายของแดนบราวน์ได้อย่างชัดเจน...ในบริบทของสังคมผู้ทรงภูมิปัญญาแล้ว..การมองอะไรด้านเดียวดูเหมือนเป็นความด้อยค่าของมนุษยชาติ และที่สำคัญไม่ได้เกิดการพัฒนาทางสติปัญญา หรือ จิควิญญานแต่อย่างใด..ผมไม่มีหน้าที่ไปตัดสินใคร แต่ท่านที่ได้อ่าน web site นี้แล้วจะเป็นผู้ตอบตัวเองครับว่าอะไรเป็นอะไร.....ขอให้เข้าใจว่า..เราเป็นเพียงเศษธุลีของประวัติศาสตร์ ขอให้เรามองประวัติศาสตร์ด้วยดวงตาที่เปิดกว้าง..ด้วยใจที่เป็นธรรม...เพราะเราจะเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์สำหรับอนาคตต่อไป...
     
    ผมเอารูป Last supper มาให้ชมด้วย...ตามไปที่ Link นี้ได้เลยครับ... Davinci Code - Catholic view 
    July 12

    I Solisti Veneti

    วันนี้แล้วน้อ...ที่จะได้ไปดู Chamber Orchestra ของ Italy ที่มีชื่อเสียง.... I Solisti Veneti ซึ่ง นำวงโดย Claudio Scimone ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เวลา 20.00 น. คาดว่าจะไปเจอท่าน NuJew ขาประจำแน่นอน...ที่สำคัญวันนี้จัดโดย BSO ดังนั้น ในฐานะสมาชิกก็ลดราคา ไป 25% ตามระเบียบ...บัตราราคา 1,000 / 800 / 500 / 300
     
    บ่ายสามรับโทรศัพท์ แจ้งจาก BSO ว่าบัตรที่จองราคา 1 พันไม่ได้ ได้แปดร้อย...ขนาดจองวันแรกนะเนี่ย..เส้นสายเมืองไทยนี่มันยุ่บยั่บจริงๆ..ผู้ใหญ่ไม่รู้จักการเคารพกฎกติกา...แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร...เอายังไงก็ต้องไป แต่ที่นั่งก็โอเคนะ...แถวแรกของแปดร้อย ไม่มีคนนั่งข้างๆ ข้างหน้าก็ไม่บัง...ยกโทษให้...
     
    เป็น concert ที่ท่านองคมนตรี มาชมกันอย่างมากมาย รวมถึงท่านราชเลขาฯด้วย...HSBC ยึดที่นั่งไปมากมายในฐานะ sponsor หลักมิน่า..ข้าน้อยถึงกระเด็น...
     
    I Solisti Veneti เล่นตามโปรแกรม 8 เพลง แบ่งเป็น 4 / 4 แต่ก่อนเริ่มโปรแกรมพวกเค้าเล่นเพลง สรรเสริญพระบารมี...แสนไพเราะ พริ้วหวาน แต่ก็สง่างาม....เป็นสรรเสริญพระบารมีที่ทำให้ประทับใจมากกว่า Vienna Philharmonic เล่นซะอีก...
     
    เพลงสุดท้าย..ของช่วงแรก Rossini : Variation in E Flat for Clarinet and Strings on a theme from La donna del Iago / Enrico Maria Bassa, Clarinet สร้างความประทับใจสุดๆ...นักดนตรีเป่า clarinet จนหัวเหม่งแดงแจ๋ แต่ฝีมือสุดยอด..แถม Cimone / conductor ยังสร้างความครื้นเครง ด้วยการแอบล้อ อีตาคนเป่า ลับหลังแล้วหันกลับไปอำนวยเพลงแบบไม่รู้ไม่ชี้อีก..อืมครึ่งหลังจะมีอะไรน้อ...
     
    ครึ่งหลัง สี่เพลงเล่นจบประมาณ 40 นาที...เฮ้ยอะไรว้า...มีอย่างงี้ด้วย...แต่คนดูก็ปรบมืออย่างท่วมท้นจนแถม 5 เพลง (ถ้าจำไม่ผิด) หนึ่งในนั้นมี four season ของ Vivaldi ด้วย...(จำท่อนไม่ได้อ่ะ...) มีอยู่เพลงอีตา Scimone แกบอกว่าไม่ได้เตรียมมา...กลุ่มไวโอลินฝั่งขวาเลยไม่มีโน้ต...เล่นไปเล่นไป..เจ้านักไวโอลิน 4 คนก็เริ่มป่วนด้วยการหาโน้ต..ไปแย่งมาจาก Cello แล้วก็เอามาเล่น...เวร..ผิดคีย์ผิดตอน..โดน conductor ดุ...ฮาสุดๆ...จนจบเพลงก็ไม่ถูกซักที...
     
    เพลงสุดท้ายที่แถม...เริ่มต้นจากความเงียบ...เสียงเครื่องสายดังแผ่วๆ....แล้วชัดเจน..เรื่อยๆ...เรื่อยๆ...จน conductor หันมาหาคนดูแล้วนำเหมือนกับว่าเพลงนี้ฝากไปถึงทุกคน...เสียงดนตรีก็แผ่วลงๆ...แผ่วลง...จนหายไปกับสายลม....ทั้ง Hall เงียบไปอึดใจก่อนที่เสียงปรบมือ จะดังกึกก้องอีกครั้ง... Bravo...I Solisti Veneti... Bravo..Scimone ...Gracia...ขอบคุณครับ...สำหรับราตรีที่เปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์แห่งเสียงเพลง....